Health

  • จิตแพทย์ไทย ไม่เพียงพอ แต่คนเครียดขึ้นทุกวัน
    จิตแพทย์ไทย ไม่เพียงพอ แต่คนเครียดขึ้นทุกวัน

    เมื่อความเครียด ในสังคมไทย ทำให้คนไทยเครียดเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ทำไม จิตแพทย์ไทย จึงยังไม่พอต่อความต้องการ?

    หลังจากเกิดวิกฤตโรคระบาด COVID-19 การทำมาค้าขายของหลายๆ คน ก็แย่ลงตามๆ กัน เครียดกันทุกย่อมหญ้า บางคนวิตกกังวล จนเกิดโรคซึมเศร้าตามมา แต่ในประเทศไทย กับพบว่า ในต่างจังหวัดนั้น จิตแพทย์ หรือผู้ให้คำปรึกษา กับมีน้อยมากๆ น้อยจนไม่พอให้บริการคนไข้ จนหลายๆ คนต้องเดินทาง เข้าสู่เมืองใหญ่ ที่ต้องรอคิวนานๆ เพื่อรับคำปรึกษา

    ทุกวันนี้ จิตแพทย์ไทยมีจำนวณไม่เพียงพอ ที่จะให้บริการคนไข้ ที่มีมากขึ้นในทุกๆ วัน เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะชินชา สำหรับประเทศๆ นี่ ประเทศที่มีสถิติ คนฆ่าตัวตาย เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี และสาหตุหลักที่คนเข้ามารับการรักษา ก็มาจากปัญหาทางสังคม และนี่เป็นสถิติ จากกรมสุขภาพจิต ข้อมูลปี 62 โดยอัตราการการฆ่าตัวตาย คิดเป็น ร้อยละ 6.64 ต่อ 1 แสนคน

    จิตแพทย์
    สูงที่สุดในรอบ 14 ปีผ่านมา และสูงขึ้นเรื่อยๆ

    ส่วนช่วงอายุที่ฆ่าตัวตายมากที่สุดปี พ.ศ.2562 คือกลุ่มคนอายุ 30-39 ปีหรือวัยทำงานนั่นเอง โรคซึมเศร้าคือโรคที่มีคนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แม้ในประเทศไทยหลายคนอาจจะยังคงมองว่าเป็นโรคที่ไม่ได้สำคัญอะไร แต่ช่วงหลังๆ มานี้ มีข่าวการฆ่าตัวตายมากขึ้น ความเครียดจากปัญหาสังคมมากมายถาโถมทำให้บทบาทของจิตแพทย์เด่นชัด

    โดยปัจจุบันจำนวนจิตแพทย์ ที่ขึ้นทะเบียนกับวิทยาลัยจิตแพทย์มีทั้งสิ้น 1,047 คน แต่ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นทุกปี จำนวนจิตแพทย์ตอนนี้ อาจไม่เพียงพอต่อการให้บริการ ซึ่งการผลิตแพทย์ได้จำนวนน้อยเป็นหนึ่งในปัญหาของการขาดแคลนแพทย์ และก็ไม่ใช่แค่สาขาจิตเวชสาขาเดียว ยังมีแพทย์อีกหลายสาขาที่ยังขาดแคลนบุคลากรอยู่ในปัจจุบัน

    Young MATTER ไปคุยกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาจิตเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงการแสดงความคิดเห็นต่อวงการอาชีพจิตแพทย์กับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางสังคมที่ส่งผลต่อการเป็นผู้ช่วยการใช้ชีวิตของผู้คน สาเหตุของการไม่เพียงพอ เกิดจากอะไร

    วิชาเรียนยากเกินไปไหม คนส่วนใหญ่จึงไม่เลือกมาเรียนหรือเปล่า ถ้าเป็นแพทย์ทั่วไป ปัญหาอาจจะไม่ใช่จำนวน แต่เป็นการกระจายตัวในจังหวัดต่างๆ แต่ถ้าเป็นสาขาย่อย สาขาขาดแคลนมีคนเรียนน้อย ก็จะมีปัญหาทั้งจำนวนและการกระจายตัวไปสู่ภูมิภาค จะเป็นจิตแพทย์ที่เป็นสาขาเฉพาะทางของอาชีพแพทย์ ต้องเรียนจบแพทย์ 6 ปี

    ก่อนแล้วเลือกมาต่อทางด้านจิตเวช อบรมเพิ่มความชำนาญ เฉพาะโรคทางจิตเวช การรักษาด้วยยาและจิตบำบัด ส่วนใน 6 ปีนั้นไม่ใช้วิชาหลัก แต่เป็นวิชารองเท่านั้น “หมอคนหนึ่งต้องเรียนเน้นไปทางอายุรกรรม คือการรักษาโรคทั่วๆ ไป หัวใจตับปอด และก็เน้นไปทางศัลยกรรม ผ่าตัด หรือเน้นไปทางการแก้ปัญหาฉุกเฉิน ประสบอุบัติเหตุมา เย็บแผล

    และเรื่องของการทำคลอด การดูแลเด็ก โรคติดต่อ วิชาพวกนี้หน่วยกิตเยอะ เรียกว่าเป็นสาขา major ส่วนจิตเวชเป็นสาขา minor ไม่ได้เน้นหรือออกสอบมาก ซึ่งผมคิดว่าถูกต้องแล้วในแง่การจบมาเพื่อทำงานเป็นแพทย์ทั่วไป ดังนั้นน้องๆ หมอเขาจบมารุ่นนึง ก็เลือกเรียนต่อสาขาหลักๆ เป็นส่วนใหญ่ เรียนต่อจิตเวชกันน้อยหน่อย”

    เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงทำงานจริง หมอก็จะทำงานเป็นแพทย์ทั่วไปก่อน แต่ละโรงพยาบาล(ภาครัฐ)จะให้ทุนส่งให้กลับมาเรียนเฉพาะทางแต่ละด้าน คือ ทำสัญญาว่าเมื่อเรียนเฉพาะทางจบต้องกลับมาทำงานให้ที่โรงพยาบาลนี้ เวลาสองเท่าหรือสามเท่าก็ว่าไป เรียนสามปี ทำงานห้ามลาออกไปไหนหกปี ไม่งั้นก็ต้องจ่ายเงินชดเชยกี่บาทๆ ก็ว่าไป

    “ทางผมซึ่งเป็นสถาบันฝึกอบรมจะรับใครมาเรียนก็ต้องทำตามกฎของแพทยสภา คือเขาขอให้พิจารณาผู้รับทุนจากโรงพยาบาลของรัฐมาเรียนก่อน นัยว่าเพราะตามความจำเป็นของท้องที่ ใครที่ไม่มีต้นสังกัดให้พิจารณาหลังๆ มันก็วุ่นๆ นิดนึงตรงเด็กจบใหม่อยากเรียนอะไรก็ต้องมองหาสถานที่ปฏิบัติงานที่จะให้ทุน”

    จากแนวคิดจึงมีความเป็นไปได้ว่า อาจช่วยควบคุมการกระจายตัว

    เพราะถ้าโรงพยาบาลไหนมีหมอสาขานั้นเยอะแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องให้ทุนสาขานั้น โรงพยาบาลจังหวัดไหนยังไม่มีจิตแพทย์ ก็อาจจะเปิดทุนให้หมอไปเรียน เพื่อกลับมาทำงานให้ แต่ระบบนี้พอหมอเรียนจบเฉพาะทาง กลับไปทำงาน อาจจะไม่ลงตัวกับสถานที่กับรูปแบบงาน ก็ขอลาออก ยอมจ่ายเงินชดเชยกันไปอยู่ดี หรือต่อให้บางโรงพยาบาล เปิดตำแหน่งอาจจะไม่มีหมอไปสมัคร

    “ส่วนเรื่องสาขานี้เรียนยากไหม ก็คงไม่ เป็นที่รู้กันสมัยเรียนว่า อาจารย์สาขาจิตเวชมักจะใจดีนะครับ ไม่ได้ออกข้อสอบยาก ส่วนตอนเรียนเฉพาะในเชิงรูปแบบงานไม่ได้หนัก ความยากของวิชาการเทียบแล้วก็ไม่ได้ท่องจำหนักหนานัก เมื่อเทียบกับสาขาอื่น แต่ถ้าใจไม่ได้รักทางนี้ ฝืนๆ เรียนคงลำบากใจ” ด้านสถิติและจำนวนประชากร

    หากเทียบหลักสากลแล้ว ตามองค์การอนามัยโลกประเมินเป็น จำนวนจิตแพทย์ต่อประชากรหนึ่งแสนคน ในประเทศพัฒนาแล้ว อาจจะมีจิตแพทย์ประมาณ 10 ต่อหนึ่งแสนคนหรือ 6 ต่อหนึ่งแสนคน แต่สำหรับประเทศไทยนั้น หากลองเทียบจำนวนประชากร กับจำนวนหมอที่มีอยู่ตอนนี้ จิตแพทย์มีประมาณ 1000 คนนิดๆ

    เทียบกับประชากร 60 ล้านคน แน่นอนว่ามันไปไม่ถึงแน่ๆ แต่ก็ยังอยู่ในมาตรฐานที่ไม่แย่ในระดับโลก แต่ก็อาจดีกว่านี้ถ้ามีการผลิตเพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในด้านการปฎิบัติงานให้บริการ การที่จะผลิตให้จิตแพทย์ เพิ่มจำนวนนั้นยังคงถือเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ช้า เพราะต้องใช้เวลาเทรนจิตแพทย์ทั่วไปสามปี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นสี่ปี

    ปกติในหนึ่งปีจะมีจิตแพทย์ที่เรียนจบมาเพิ่ม 20-30 คนเท่านั้น ปัจจุบันก็มีแพทย์จบใหม่หันมาสนใจเรียนจิตเวชพอสมควร แต่เรื่องของคุณภาพของบุคลากรที่จะจบออกไป จะอิงจากระบบมาตรฐานของ Basic Medication World Federation for Medical Education (WFME) ซึ่งเป็น Global Standards หรือ เกณฑ์มาตรฐานในการคัดเลือกผู้เรียน ว่าที่สมัครมาคุณสมบัติผ่านไหม

    แถมตัวสถาบันฝึกอบรมจะเปิดโควตาเรียนเพิ่มไหม ในคลาส จะรับจำนวนนักเรียนมาเรียนประมาณ 10-20 คนไม่ได้เพราะต้องควบคุมคุณภาพ หลักสูตร จำนวนอาจารย์ต่อคนเรียน จำนวนคนไข้ จำนวนกิจกรรมอบรม ที่ได้กำหนดไว้แล้ว เลยส่งผลให้ผลิตได้น้อย หรือจะเปิดสถาบันที่จะพร้อมเทรนเพิ่มก็ยาก แถมระหว่างแพทย์รุ่นใหม่จบมาเพิ่ม แพทย์รุ่นอาวุโสก็เกษียณไปบ้าง หรือขึ้นไปทำงานบริหารไม่ได้ออกตรวจ จำนวนจึงไม่ค่อยเพิ่มขึ้น

    ปัญหาด้านการกระจุกตัวของแพทย์ในเมืองหลวง ความขาดแคลนบุคลากรแพทย์และการบริการในต่างจังหวัด ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ ในแต่ละภูมิภาค เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น มีความสะดวกสบายในทุกด้าน รวมไปถึงการได้รับบริการสวัสดิการต่างๆ อย่างทั่วถึง หลายคนอาจจะเคยเจอกันบ้างกับการต้องรอคิวนานๆ

    ตามโรงพยาบาล โรงพยาบาลไม่สามารถรับเคสนี้ได้ต้องส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่า หรือแม้กระทั่งแพทย์เฉพาะทางบางแผนกก็ยังไม่มีในบางโรงพยาบาลนั้น จิตแพทย์เป็นอีกสาขาหนึ่งทางการแพทย์ที่ขาดแคลนในบางจังหวัด

    อาจารย์ภุชงค์ชวนดูว่า ถ้าคิดดีๆ ก็ต้องเห็นใจทั้งสองด้าน

    หากมองฝั่งคนไข้ ในจังหวัดทุรกันดารหรือห่างไกลความเจริญ ไม่ต้องคุยเรื่องมีจิตแพทย์อย่างเดียว เพราะไม่ว่าหมอสาขาใดหรือไม่ว่าการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือทรัพยากรอะไรก็ตาม มันกลายเป็นว่าต้องเข้าไปเมืองใหญ่ เพื่อจะแสวงหาสิ่งที่ดีกว่า มันคือการดิ้นรนประมาณหนึ่ง บางทีไม่ใช่ว่าจังหวัดของเขาไม่มีนะ แต่ว่าคนไข้อาจจะไม่ไว้ใจ

    อย่างเช่น สมมติอยู่ในภาคอีสาน ก็ไปที่ขอนแก่นกันเลยดีกว่า เพราะเค้ารู้สึกว่าที่นั่นมีหมอดัง หรือเข้ากรุงเทพฯ มาเลยดีกว่า เพราะรู้สึกกรุงเทพฯ น่าจะเก่งกว่า ก็เข้าศูนย์กลางกันเยอะ ปริมาณงานที่ศูนย์กลางเลยเยอะ ก็เข้าใจได้ แต่หากมองในมุมมอง จากฝั่งวงการแพทย์แล้ว ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข ว่าจังหวัดไหนมีตำแหน่งอะไรยังไงบ้าง

    แต่การมีตำแหน่งตรงนั้น ต้องขึ้นกับว่ามีคนมารับตำแหน่งไหม มีคนสนใจเอาทุนของจังหวัดไปเรียนหรือเปล่า หรือต่อให้เอาทุนของจังหวัดนั้นไปเรียน พอกลับบ้านไปทำงาน งานมันน่าทำอยู่ไหมก็ส่วนนึง เพราะหมอเองก็มีชีวิตจิตใจของ เขาจะชอบอยู่ตรงจังหวัดนั้นไหม หรืออยู่ตรงนั้นแล้วกดดันไหม พี่ๆ หรือเพื่อนร่วมงานโอเคหรือเปล่า

    หากเขารู้สึกว่าอยู่แล้วไม่มีความสุข ก็ต้องลาออกเขาก็ควรมีสิทธิ์นั้น เพราะเป็นชีวิตของเขา ไม่ใช่ว่าต้องเขาเสียสละกันอย่างเดียว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ จากบทสนทนากับอาจารย์ภุชงค์คือเรื่องของสวัสดิการและโครงสร้างทางสังคมที่เกิดขึ้นทั้งกับคนไข้และแพทย์

    ขอบคุณแหล่งที่มา : thematter.co

    สามารถอัพเดตข่าวสารเรื่องราวต่างๆได้ที่ : herrickstables.com

Economy

  • ธอส. เปิดประมูลขายบ้านมือสองออนไลน์
    ธอส. เปิดประมูลขายบ้านมือสองออนไลน์

    ธอส. เปิดประมูลขายบ้านมือสองออนไลน์

    ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จัดงาน “8/8 GHBank NPA Double Sale” คัดทรัพย์เด่น ราคาดี 88 รายการ ทั่วประเทศ มาจัดประมูลออนไลน์โดยไม่ต้องเดินทางออกจากบ้าน (Stay Home Online Auction) ประมูลผ่าน Application : G H Bank Smart NPA ลดสูงสุดเกือบ 40% ราคาเริ่มต้นประมูลต่ำสุดแค่ 60,000 บาท

    พิเศษ!! สำหรับลูกค้า 8 ลำดับแรกของ กรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือของภูมิภาคที่ชนะประมูลและโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ 29 ตุลาคม 2564 ได้รับฟรี!! สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเกล็ดดาว มูลค่า 5,000 บาท เพื่อลุ้นรับรางวัลมูลค่าสูงสุดถึง 1 ล้านบาททุกเดือน และรับส่วนลดเพิ่มอีก 10% เริ่มประมูลพร้อมกัน วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม 2564 เวลา 10.00-10.30 น.

    นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองได้โดยไม่ต้องเดินทางออกนอกบ้าน เพื่อให้สอดคล้องกับการยกระดับมาตรการป้องกันควบคุมโรค COVID-19 ของภาครัฐ ธอส.

    จึงได้จัดงาน “8/8 GHBank NPA Double Sale” ประมูลบ้านมือสองออนไลน์ (Stay Home Online Auction) ผ่าน Application : G H Bank Smart NPA วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม 2564 ระหว่างเวลา 10.00-10.30 น.

    โดยมีทรัพย์เด่น ราคาดี มาให้เลือกประมูล ทั้งประเภท บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ ห้องชุด อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า รวม 88 รายการ ราคาเริ่มต้นประมูลให้ส่วนลดพิเศษสูงสุดเกือบ 40% จากราคาปกติ พิเศษโปรโมชั่น คูณ 2 สำหรับลูกค้า 8 ลำดับแรกของรายการทรัพย์ใน กทม. และปริมณฑล รวมถึง 8 ลำดับแรกของลูกค้าที่ซื้อทรัพย์ในภูมิภาค ที่เสนอราคา และชนะประมูล

    หากโอนกรรมสิทธิ์ภายในวันที่ 29 ตุลาคม 2564 ได้รับฟรี!! สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดเกล็ดดาว มูลค่า 5,000 บาท

    ซึ่งสามารถลุ้นรับรางวัลมูลค่าสูงสุดถึง 1 ล้านบาททุกเดือน รวมถึงได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 10% จากราคาที่ปิดประมูล และเลือกใช้โปรโมชั่นผ่อนดาวน์ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 4 ปี หรือ 48 เดือนได้อีกด้วยธอส. เปิดประมูลขายบ้านมือสองออนไลน์

    สำหรับทรัพย์ที่นำมาเปิดประมูลในครั้งนี้แบ่งเป็น ทรัพย์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 13 รายการ มีรายการที่น่าสนใจ

    อาทิ ทรัพย์เด่นทำเลทองใจกลางเมืองย่านธุรกิจ ได้แก่ ห้องชุด ชั้นที่ 22 เนื้อที่ 35.82 ตารางเมตร โครงการลุมพินีวิลล์ สุขุมวิท 77 เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ ราคาเริ่มต้นประมูล 2,070,000 บาท เดินทางมายังรถไฟฟ้า BTS สถานีอ่อนนุชเพียงไม่กี่นาที

    และอยู่ใกล้แหล่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และร้านอาหารจำนวนมาก หรือ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น เนี้อที่ 57.9 ตารางวา โครงการภัสสร อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ราคาเริ่มต้นประมูล 3,465,000 บาท โครงการมีบรรยากาศสงบ ร่มรื่น มีคลับเฮ้าส์ สระว่ายน้ำ เดินทางสะดวกด้วยถนนที่เข้าถึงหลายเส้นทาง

    และใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และสถานศึกษา ส่วนรายการที่ราคาเริ่มต้นประมูลต่ำสุดเพียง 60,000 บาทเท่านั้น ได้แก่ ห้องชุด ชั้นที่ 5 เนื้อที่ 22.75 ตารางเมตร โครงการพรอนันต์ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

     

    ขณะที่ทรัพย์ในส่วนภูมิภาคที่นำออกประมูลออนไลน์ครั้งนี้มีจำนวน 75 รายการ

    รายการที่น่าสนใจ อาทิ ทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น เนื้อที่ 16.10 ตารางวา ในโครงการหมู่บ้านปัณณทรัพย์ 1 อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ราคาเริ่มต้นประมูล 995,000 บาท ตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวทั้งทะเล ห้างสรรพสินค้า สวนน้ำ และอีกมากมาย

    ขณะที่รายการทรัพย์ที่มีราคาเริ่มต้นประมูลลดสูงสุดเกือบ 40% จากราคาปกติ ได้แก่ บ้านเดี่ยว 1 ชั้น ขนาดเนื้อที่ 50 ตารางวา อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ราคาเริ่มต้นประมูลเพียง 650,000 บาท

    ส่วนทรัพย์ที่มีราคาเริ่มต้นประมูลต่ำสุด ได้แก่ ที่ดินเปล่า ขนาด 100 ตารางวา ในโครงการสวนแก้ว อ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ ราคาเริ่มต้นประมูลเพียง 240,000 บาท และรายการที่มีราคาเริ่มต้นประมูลสูงสุด 3,270,000 บาท ได้แก่ บ้านแฝด 2 ชั้น เนื้อที่ 48 ตารางวา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว และทะเล เดินทางไป – มาได้สะดวก เหมาะเป็นที่พักสำหรับตากอากาศเป็นอย่างมาก

    ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมประมูลสามารถดาวน์โหลด Application : G H Bank Smart NPA เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมประมูลออนไลน์

    จากนั้นต้องโอนเงินประกันเข้าร่วมประมูลออนไลน์ภายในวันที่ 5 สิงหาคม 2564 เพียงทำตามขั้นตอน ดังนี้

    1.ดาวน์โหลดและสมัครใช้บริการ Application : GHB ALL

    2.เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธอส. ด้วย Application : GHB ALL (ชื่อเจ้าของบัญชีต้องเป็นบุคคลเดียวกับผู้เข้าประมูล)

    3.โอนเงินประกันเข้าร่วมประมูลด้วย Application : GHB ALL เข้าบัญชี ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ชื่อบัญชี “เงินประกันการเข้าร่วมประมูลออนไลน์” เลขที่บัญชี 001-91-020717-5 จำนวน 5,000 บาทต่อ 1 รายการทรัพย์ที่เข้าร่วมประมูล

    สามารถดูรายละเอียดทรัพย์ที่นำออกประมูลได้ที่ www.ghbhomecenter.com / Application : G H Bank Smart NPA หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ฝ่ายบริหาร NPA โทร 0-2202-1582-3 หรือ 0-2202-1016 และฝ่ายบริหารหนี้ภูมิภาค โทร 0-2202-1170 และ 0-2202-2036 และ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์

    ขอบคุณแหล่งที่มา : businesstoday.co

    สามารถอัพเดตข่าวสารเรื่องราวต่างๆได้ที่ : herrickstables.com